Thursday, January 1, 2026

16 ปีแห่งความหลัง

 3 ปี ที่ใช้ชีวิตในโรงเรียนแพทย์ในต่างแดน กลับมาเรียนภาคคลินิคเต็มรูปแบบ 2 ปี ที่เมืองไทย คือ
โรงพยบาลนพรัตน์ราชธานี สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลระดับตติยภูมิย่าน
คลองสามวา เป็นเวลา 1 ปี เต็ม วนให้ครบทั้งวอร์ดหลัก (Major ward) ทั้ง Internal Medicine Surgery
Pediatrics and Obstetric-Gynecology วอร์ดรอง (Minor wars) ที่ได้วน คือ Orthopedics  ENT
Ophthalmology Radiology Occupational Medicine Out Patient Division Psychiatry หลังวนครบ 1 ปี
โรงพยาบาลก็ส่งผลการฝึกไปยังโรงเรียนแพทย์เพื่อเป็นผลการเรียนในชั้นปีที่ 4 ทั้งหมด  ในการเข้ารับ
การฝึกในฐานะแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานีต้องลงทะเบียนตลอดปีการศึกษา เป็นเงิน
จำนวน 65,000 บาท เป็นปีแรกที่มีการขึ้นค่าลงทะเบียนจากปีที่แล้วจ่ายเพียง 30,000 บาท ถ้วน เนื่องจาก
ในปีนี้  (2554) มีแพทย์ฝึกหัดจากต่างประเทศมาสมัครเพียง 2 คน ผมจึงได้รับการจัดสรรให้เข้าพักใน
หอพักแพทย์ ซึ่งเป็นห้องรวมที่พักรวมกันกับแพทย์ประจำบ้านสาขาศัลศาสตร์ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน และ
อายุรศาสตร์ จากโรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลเลิดสิน นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาแพทย์ และ
นิสิตแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มาพักอยู่ด้วย ทำให้มีความแออัด และไม่สะดวกสบายมากนัก

เมื่อโรงพยาบาลได้ส่งผลการฝึกให้กับโรงเรียนแพทย์แล้ว โรงเรียนก็จะทำการประมวลผลเพื่อความ
สมบูรณ์แห่งปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จกับ 4 ปี ที่ทุ่มเททั้งกำลังทรัพย์
กาลังกาย และกำลังสติปัญญา พร้อมที่จะก้าวไปเป็นแพทย์ฝึกหัดอีก เป็นเวลา 1 ปี เต็ม ตามระเบียบ
ของแพทยสภา เพื่อให้มีสิทธิสอบเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ครบทุกขั้นตอนเพื่อเป็นแพทย์
ที่สมบูรณ์ต่อไป

เริ่มเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลกลาง วันที่ 1 เมษายน 2554 แจ้งทางโรงเรียนว่าไม่กลับมารับปริญญา
เพราะเพิ่งเริ่มฝึก อาจารย์ที่เป็นที่รักของนักษาแพทย์ไทยที่โรงเรียน กับเลขานุการคณะเดินทางมาที่
กรุงเทพมหานคร เพื่อนำปริญญาบัตร ใบแสดงผลการเรียน มามอบให้ที่กรุงเทพ (มีเพื่อนที่สำเร็จ
การศึกษาพร้อมกัน 5 คน กลับไปรับที่โรงเรียน 1 คน อาจารย์นำมามอบให้ 4 คน  จำได้ว่าวันสำเร็จการ
ศึกษา คือ 11 เมษายน 2554 การเดินทางมาดังกล่าวอาจารย์ถือโอกาสมาแนะนแวนักศึกษารุ่นน้องไป
เรียนที่โรงเรียนด้วย ผมก็มีโอกาสช่วยเหลือโรงเรียน และอาจารย์ในครั้งนั้นด้วย

การเป็นแพทย์ฝึกหัดอีก 1 ปี ผมเลือกโรงพยาบาลกลาง สังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร สมัยนั้น
การเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลกลางแตกต่างจากปัจจุบัน คือ ได้รับค่าตอบแทนด้วย โดยโรงพยาบาล
จะทำสัญญาจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราว ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท อย่างน้อยก็ยังดีเพราะตลอด
4 ปีที่ผ่านมีการจ่ายเงินออกเพียงอย่างเดียว ไม่มีรายได้ แถมโรงพยาบาลก็จัดที่พักให้บนชั้น 18 ของอาคาร
รวม จำได้ว่าเป็นเตียงสองชั้น อยู่กัน 6 คน ทั้งหมดเป็นแพทย์ฝึกหัดจากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ทั้งหมด 
มีการวนวอร์ดหลัก และวอร์ดรองเช่นเดียวกับที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี  การเป็นแพทย์ฝึกหัดที่นี่มี
ข้อดี คือ หัตถการอยากทำอะไร ได้ทำทั้งหมด  การขึ้นเวรมีแค่ 2 วอร์ดหลัก คือ อายุรกรรม กับไม่ใช่
อายุรกรรม อย่างหลังนี่คือรับทั้งหมดทุกเคสที่ไม่ใช่อายุกรรม  โรงพยาบาลกลางเป็นโรงพยาบาลที่ตั้ง
อยู่ใจกลางกรุงเทพมหานครที่มีผู้ป่วยสูงอายุจำนวนมาก ในตอนกลางวันก็จะมีคนไข้แอดมิตตลอดวัน
นอกจากนั้นหลังเวลาราชการ ที่ห้องฉุกเฉินก็จะมีเปลคนไข้นอกเวลาที่เป็นคนไข้อายุรกรรมนอนบนเปล
รอแพทย์ห้องฉุกเฉินตรวจ และแอดมิตขึ้นวอร์ดให้แพทย์ฝึกหัดทำงาน และเรียนรู้ตลอดทั้งคืน เดินกัน
ทั้งคืน ขึ้นลิฟต์จากชั้น 1 ขึ้นห้องพักชั้น 18 สามารถหลับลึกได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้เสียงที่หลอน
ที่สุดในโรงพยาบาล คือ Code CPR... Code CPR... ขอเชิญที่ห้อง ..... เท่านั้นแหละความเป็นส่วนตัวของ
แพทย์ฝึกหัดก็จะจบลง... วนอยู่แบบนี้ 1 ปี เต็ม ๆ

ครบ 1 ปี โดรงพยาบาลก็จะออกหนังสือรับรองการเป็นแพทย์ฝึกให้ให้ 1 ใบ เพื่อนำส่งแพทยสภา
และใช้ในการสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม เช่น OSCE ปัจจุบันต้องใช้เป็นหลักฐานในการสมัครสอบ
MEQ, Long case, Manual skills ด้วย  อยู่ครบ 1 ปี โรงพยาบาลก็สุดแสนจะใจดีไม่บังคับให้ลาออกถ้ายัง
สอบใบประกอบวิชาชีพเวรกรรมไม่ผ่าน หรือไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ยังทำงานต่อในฐานะที่เป็น
ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งนักวอชาการศึกษา (แพทย์ฝึกหัด) ตอนนี้คงไม่มีแล้ว เพราะนักศึกษาแพทย์ที่
สำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตจากต่างประเทศจะต้องจ่ายค่าลงทะเบียนให้กับโรงพยาบาล
เป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท บางแห่งต้องสอบผ่านขั้นตอนที่ 2 และ 2 ของแพทยสภาก่อนด้วย

สำหรับผม ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น ลาออกมาอ่านหนังสือเตรียมสอบที่บ้าน