Wednesday, February 13, 2008

Pappillamo Virus Researches in Thailand


Last week, I studied about oncogenesis on Human Pappilloma Virus in biochemistry class and today about Female Reproductive Organs in Gross Anatomy in the same topic. I'm interested in Human Pappilloma Virus Researches in Thailand and wouldlike to make it as web blog for my Medical Informatric.

I've found 20 researches in pubmed.com, the details are as the right link.

Sunday, January 27, 2008

Physiology LAB


สรีรวิทยา เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของเซล อวัยวะ และระบบอวัยวะในภาวะปกติของมนุษย์ เพื่อให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้พื้นฐาน เข้าใจ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาวิชาพื้นฐานทางคลินิคในชั้นปีที่สองที่เกี่ยวข้องกับสภาวะที่ผิดปกติ หรือพยาธิสภาพของคนในรายวิชา พยาธิวิทยา และวิชาอื่น ๆ และศึกษาวิชาคลินิคในชั้นปีที่สอง และสาม ก่อนที่จะฝึกเป็นแพทย์ในชั้นปีที่สี่ และการเป็นแพทย์ฝึกหัดอีกหนึ่งปีหลังสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต

สรีรวิทยา เป็นวิชาที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำเพียงอย่างเดียว อาจารย์ที่สอนบอกว่า เรียนสรีรวิทยาต้องทำตัวเหมือนกับการเป็นผู้ชมภาพยนต์ ทำความเข้าใจให้ได้ว่าภาพยนต์เรื่องนั้นต้องการสื่อสารเรื่องอะไร แต่จนแล้วจนรอดมันเข้าใจลำบากมากอาจารย์ คะแนนพวกเราจึงอ่อนมากเมื่อเทียบกับวิชาที่จำเป็นส่วนใหญ่อย่างกายวิภาค และประสาทกายวิภาค ที่เมืองไทยเราก็พบว่าวิชานี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักศึกษาแพทย์เช่นเดียวกัน หลายคนข้ามฟากไปเรียนวิชาคลินิคไม่ได้เพราะไม่ผ่านวิชาสรีรวิทยานี่แหละ อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาก็ยังประสบชะตากรรมเดียวกันเลยนะนี่

ดูภาพแลบไปก่อนนะครับ ว่าง ๆ จะมาเล่าบรรยากาศการเรียนให้ฟัง

Saturday, January 26, 2008

Gross LAB



ตั้งแต่เด็ก (อีกแล้ว) อยากเห็นจังว่านักศึกษาแพทย์เขาเรียนกับอาจารย์ใหญ่ (Cadaver) เขาเรียนกันอย่างไร สมัยนั้นยังไม่มีรายการ "คนค้นคน" และหนังเรื่อง "อาจารย์ใหญ่" ออกมาให้ฮือฮาอย่างนี้ ด้วยการอยากเป็นหมอนี่แหละนิยายเรื่องสั้นที่ฮือฮามาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๐๐ แล้ว คือเรื่อง "ตึกกรอส" ขอ อ.อุดากร ไม่ทราบว่านักศึกษาแพทย์ในปัจจุบันได้เรียนอ่านกันบ้างไหม เรื่องสั้นเรื่องนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นด้วย เรื่องนี้แหละที่ทำให้ผมได้สัมผัสกับการเรียนกายวิภาคของมนุษย์กับอาจารย์ใหญ่ได้ดีที่สุด จนวันนี้ได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์ใหญ่จริง ๆ

ว่าง ๆ (อีกแล้ว) จะมาเขียนต่อให้จบ

ชีวิตนักศึกษาแพทย์ในต่างแดน


เคยฝันไว้ตอนเด็ก ๆ ว่าอยากเรียนแพทย์กับเขาบ้าง แต่โอกาสก็ยังไม่เข้าข้างสักที เคยสอบได้ก็ตอนอายุอานามย่างเข้าหลักสามกลาง ๆ แล้ว แต่ก็พลาดโอกาสเรียนอีกนั่นแหละ เหตุผลที่ตอบแล้วมันไม่น่าให้อภัยนักก็คือยังจนอยู่ รายการ "ขอปลดหนี้" ก็ไม่เคยสัญจรมาสักที ย่างเข้าหลักสี่กลาง ๆ ความฝันนั้นก็ยังไม่หายไปไหน ยังวนเวียนหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลาว่า เรียนแพทย์นะครับ เอาหละโอกาสสุดท้ายแล้วมีสมบัติอะไรที่สร้างไว้ทำตัวให้เบาดีกว่า พับใส่กระเป๋า ไม่ต้องทำงานอีกต่อไป ไปเรียนแพทย์ที่อยากเรียนดีกว่า ในบ้านเราเหรอ อายุก็เกินแกงแล้ว แถมถ้าให้สอบเข้าเรียนอีกปิดประตูตายเลย ดูลู่ทางไว้แล้วเมือยี่สิบห้าปีที่แล้วว่า แพทย์ฟิลิปปินส์ คือทางเลือกหากเรียนแพทย์ที่เมืองไทยไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ต้องมาใช้ชีวิตเป็นนักเรียนแพทย์ในต่างแดน แดนที่เจ้าของประเทศดิ้นรนเพื่อที่จะไปเป็นแพทย์ และพยาบาลในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา

ว่าง ๆ จะมาเล่าต่อนะครับ

03/01/2026 09.45 am.

ภารกิจตามหาโรงเรียนแพทย์

ข้อความข้างบนน่ะเขียนทิ้งไว้เมื่อ 18 ปี ก่อน เพิ่งมาอ่านทบทวนว่าเขียนอะไรที่มันค้างคาไว้เลยอยากเขียน
ต่อก่อนที่จะลืมเสียหมด

ชีวิตนักศึกษาแพทย์ของผมเริ่มจากหาข้อมูลในเว็บไซต์ ศึกษาขั้นตอนการเข้าเรียน การติดต่อกับโรงเรียน
แพทย์ (ความจริงคือมหาวิทยาลัย... แต่ผมถนัดที่จะเรียกว่าโรงเรียนแพทย์มันให้คำรู้สึกที่ขลังมากกว่า)
หลังจากเลือกแล้วว่าจะไปเรียนที่ Lyceum-Northwestern University College of medicine, Dagupan City,
Pangasinan, Philippines ตอนนั้นผมทำงานที่สงขลา จองตั๋วแอร์เอเชียจาก Kuala Lumpur ไปยังสนามบิน
นานาชาติ Clark, Angeles City, Philippines นั่งรถทัวร์มาเลเซีย (หาดใหญ่-กัวลาลัมเปอร์) ออกจาก
หาดใหญ่ตอน 18.00 น. ถึงกัวลาลัมเปอร์ตอน 04.00 น. มีเที่ยวบินไป Clark ตอน 07.00 น. ถ้าจำไม่ผิด
เช้านั้นฟลุ๊คมากที่รถจอดถูกที่ มีรถไปสนามบินเที่ยวแรก ทันพอดีการเดินทางเลยราบรื่น เที่ยวหลัง ๆ
ปรากฏว่าไม่เป็นแบบนี้ ได้เหมาแท๊กซี่เพราะกลัวจะตกเครื่อง เหตุผลที่ต้องเดินทางทำให้ตัวเองลำบาก
ไม่นั่งเครื่องขึ้นกรุงเทพ


รถโดยสานประจำทางหาดใหญ่-กัวลาลัมเปอร์




สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์



กลับมาเรื่องการเดินทางกันต่อ กัวลาลัมเปอร์-คล๊าร์ค ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง หลับ ๆ ตื่น ๆ บนเครื่อง
เครื่องบินถึงสนามบินนานาชาติคล๊าค (Clark International Airport) เป็นสนามบินเล็ก สมัยนั้นมีเครื่อง
อำนวยความสะดวกในอาคารผู้โดยสารไม่มากนัก มีตู้ ATM เพียงสองตู้ เที่ยวบินต่อวันจำนวนไม่กี่เที่ยว
การเดินทางระหว่างสนามบินเข้าไปยังตัวเมือง Angeles City ก็มีเพียงแท๊กซี่ที่ราคาแสนแพง การเดิน
ทางครั้งแรกของผมต้องรอรถจิ๊ปนี่ไปยังสถานนีขนส่งประจำเมืองเพื่อต่อรถโดยสารประจำทางสายเหนือ
ที่ออกจากมะนิลาไปยัง Dagupan City 


รถประจำทางสาย Manila-Dagupan City บริษัท Five star จำกัด

รถจิ๊ปนี่พาผมมาส่งที่สถานีขนส่งสายเหนือ จำไม่ได้ว่าค่าโดยสารสักกี่เปโซ (แลกเงินเปโซในสนามบิน
นั่นแหละ) สายแล้ว หิวก็หิว ง่วงก็ง่วง ยังไม่มีอะไรตกท้องสักคำ บนรถโดยสารคนแน่นมาก ดีหน่อยที่เป็น
รถปรับอากาศ ระหว่างทางก็จะมีคนขึ้นมาขายขนม ของขบเตี้ยว สินค้าอื่น ๆ เช่น แว่นตา นาฬิกา เป็นต้น
ของขบเคี้ยวจำได้ว่ามีเยอะ หลายเจ้า คือ แคบหมู (Chicharon) คนขายจะเบียดเสียดกันมาขาย มีลูกค้าซื้อ
คนขายก็จะราดน้ำจิ้มใส ๆ ที่มีน้ำส้มสายชู น้ำตาล ลอยด้วยพริกสดหั่นลงไปบนแคบหมู คนท้องถิ่นก็กินกัน
อย่างเอร็ดอร่อย คนต่างถิ่นอย่างผมไม่คิดว่ามันน่าอร่อยตรงไหน ทนหิวต่อไป สถานีหลัง ๆ ก็จะมีของกิน
ของคนท้องถิ่นมาขาย ที่ต้องตาผมตอนท้องหิวก็คือ ข้าวโพดย่างไฟ เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวฝักเล็ก ๆ ย่าง
ลวก ๆ มีทั้งไหม้ สุกพอดี ใส่กระติกขึ้นมาขาย ผมเลือกฝักสวย ๆ 3-4 ฝัก นั่นคืออาหารมื้อแรกในฟิลิปปินส์
เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดตลอดระยะเวลา 3 ปีในฟิลิปปินส์ เป็นข้าวโพดที่อร่อยที่สุดเท่าที่จำได้

สมัยนั้นไม่แน่ใจว่ามี Google map หรือยัง ลองมาดูเส้นทางการตามหาโรงเรียนแพทย์ของผมกัน


สถานีต้นทางที่ Angeles City



เส้นทางตามหาโรงเรียนแพทย์จาก Angeles City to Dagupan City

16 ปีก่อน ไม่แน่ใจว่าเส้นทางนี้มีทางด่วนรึยัง แต่จาก Angeles City เข้า Manila ที่มีทางด่วนแล้ว
แต่ในต่างจังหวัดที่เขาเรียก High way หรือ Express way มันก็คือ ทาง2 ช่องจราจรในต่างจังหวัดเรา
นี่แหละ แต่เรียกชื่อซะเว่อร์ ตลอดทางก็จะมีเมืองใหญ่น้อยตลอดทาง ที่เห็นอาคารที่สวยงามที่ผมชอบ
คือโบสถ์คริสต์ สมกับเป็นเมืองที่ผู้คนนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก รถยนต์มาจอดพักราว 15
นาที ที่ Tarlac City เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ ที่ทางตอนเหนือของเกาะลูซอน เป็นจังหวัดที่ทายาทตระกูล
Aquino สงสมัครเลือกตั้ง บรรยากาศก็จะเหมือนสถานีขนส่งเมืองอื่น ๆ แต่ที่รับไม่ได้คือห้องน้ำ ใช้แล้ว
ไม่มีน้ำราด ไม่มีซักโครก ต้องเดินถือแกลลอนตัดเฉียงไปตักน้ำในถังที่อยู่นอกห้องน้ำมาราด ส่วนสายสวน
ล้างเหมือนห้องน้ำสารธารณะบ้านเราเลิกคิดไปได้เลย เทียวทางนี้ 3 ปี เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่น่ใจว่ายัง
เป็นเหมือนเดิมอยู่หรือไม่

รถขึ้นเหนือมาตลอด จำแยกเดียวที่จะแยกเพื่อเลี้ยวซ้ายไป Dagupan City คือ  Urdaneta City ไม่แน่ใจว่า
เป็นอำเภหรือจังหวัด เมื่อก่อนที่นี่มีโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง มีอาจารย์หมอคนหนึ่งจบที่โรงเรียนแห่งนี้
ปัจจุบันปิดไปแล้ว คือ Divine Word University ที่ทราบว่ามีโรงเรียนแพทย์แห่งนี้เพราะว่าเคยไปช่วย
อาจารย์ท่านนี้ตรวจคนไข้ที่คลินิกของอาจารย์เลยสังเกตุเห็นปริญญาบัตรของอาจารย์เขา รถเลี้ยวซ้าย
แสดงว่าใกล้ถึง Dagupan City เข้าไปทุกทีแล้ว  ถึง Dagupan City เรียบร้อยภารกิจแรกที่จะต้องไปก่อน
คือ ไปหาโรงเรียนแพทย์ที่ตามหาก่อน ลงสถานีขนส่งแล้วก็ถามหาจิ๊ปนี่ที่จำพาไปโรงเรียนแพทย์ที่
ใจหวัง ค่ารถก็ถูกดี แจ้งความประสงค์ ย้ำกับคนขับแล้วว่าจะไปที่นี่ พาไปถึงแน่นะ ถามค่าโดยสารพร้อม
คนขับรถปาก รถจิ๊ปนี่มาพาถนนหลักแล้วเลี้ยวขวาเขาถนนรองแคบ ๆ มารู้ภายหลังว่าเป็นถาาหลังโรงเรียน
ดูแผนที่กันก่อน


แผนที่ด้านหน้าและด้านหลัง Lyceum-Northwestern University

รถจิ๊ปนี่มาจอดประตูหลังโรงเรียน เน้นว่าโรงเรียน มันเหมือนโรงเรียนประถมเก่า ๆ ในชุมชนแออัด
สักแห่งในซอยลึก ๆ ในกรุงเทพ นั่นคือความรู้สึกแรกที่เห็นโรงเรียนแพทย์ที่ตามหา วันนั้นเป็นวันเสาร์
ในเดือนมีนาคมน่าจะอยู่ระหว่างปิดภาคเรียน ผมก็เดินหา เดินสำรวจว่าข้าในมีอะไรบ้าง เดินเข้าประตูข้าง
ที่รถจิ๊ปนี่จอดก็จะเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (เรียกซะเท่... ความจริงเหมือนกับ Poly Clinic เก่าสักที่
หนึ่งแถวชานเมืองในกรุงเทพ มาทราบตอนหลังว่าโรงเรียนให้เอกชนเช่า เปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาล
เวชศาสตร์ครอบครัว เคยเข้าเคสกับอาจารย์ศัลยแพทย์คนเก่งฝีมือดีหลายเคสที่โรงพยาบาลแห่งนี้
ข้างในโรงพยาบาลก็ถือว่าโอเค ในห้องผ่าตัดอุปกรณ์ ความสะอาาดก็ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานทาง
การแพทย์










































Wednesday, January 16, 2008

Welcome To My Blog "Srichaj"


I have the best chance in my life to study medicine here, in the Philippines in my middle forties. I'm a freshie in my old of age. I've found myself that I'm happy to study medicine although it is a hard daily life to study in the class from 8.00 am. to 5.00 pm. and with individual studying until 3 am. of the early morning.

I've 11 classmates, 5 Thai and 6 Filipino. In first year we study about the normal human functions in Gross Anatomy, Neuro anatomy, Histology, Biochemistry, Physiology, Preventive Heal and Community Medicine, Medical Informatics, Medical Ethics and Psychiatry.

My best experience in this year is studying Gross Anatomy with the cadaver dissecting. I know all our organs and their functions. It make me to be ready to study in the second year about Pathology, Microbiology, Pharmacology and some clinic courses e.g. Medicine, Pediatric,ect.

ตอนที่เขียน Blog นี้ เรียนภาคเรียนที่ 2/2550 กำลังเรียนวิชา Medical Informetric เป็นเหมือนวิชาพักผ่อน
เพราะปี 1 เป็น Yearly Course ทั้งปีเรียนเหมือนกันทั้งภาคเรียนที่ 1 และภาษาเรียนที่ 2  เนื้อหาที่เรียนก็จะ
ประกอบด้วย
        1. Anatomy ซึ่งประกอบด้วย Gross Anatomy มีทั้ง Lecture และ Lab gross โดยแบ่งเป็น Parts ต่าง ๆ
ดังนี้ ภาคเรียนที่ 1 เรียน Upper limb, Lower limb and Head and Neck  ภาคเรียนที่ 2 เรียน Thorax,
Abdomen and Pelvic and Perineum  เป็นอันจบกายวิภาคของคนทั้งร่าง ไม่เข้าใจก็ต้องเข้าใจ จำไม่ได้
ก็ต้องจำได้เพราะต่อไปต้องนำไปใช้ในการเป็นแพทย์ และสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม

            การเรียนวิชากายวิภาคนี้ก็จะเรียนคู่กันไปกับสรีรวิทยา หลักสูตรแพทย์เขาออกแบบมาดีมาก ใน
ชั้นปีที่ 1 เราจะเรียนเกี่ยวกับคนปกติ เรียนรูัว่าโครงสร้างคนปกติประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วเรียนการทำงาน
ในคนปกติทำงานอย่างไรในวิชา สรีรวิทยา หากเข้าใจกายวิภาคอย่างถ่องแท้แล้ว ก็พร้อมจะเรียนวิชาอื่น

        2. Histology เป็นการศึกษาภายวิภาคระดับเซล ซึ่งเป็นเซลปกติของมนุษย์ การเรียนก็จะมีทั้งบรรยาย
การศึกษาโครงสร้างของเซลโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ แบบว่าต้องจำกันแบบสมองบวมเลยทีเดียว
        3. Physiology อันนี้ยาขมหม้อใหญ่โดยแท้ มันต้องเรียนด้วยความเข้าใจ มันเหมือนดูหนัง Sound
tract ที่ภาษาอังกฤษไม่กระดิกหู ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ สอบทีไรเป็นเกือบได้ทุกครั้ง ท้อแท้มาก ข้อสอบ
ก็ยากมาก เป็นประเภท Multiple response question ประเภท ก ข และ ค ถูก, ข เป็น เหตุผล ของ ก แค่จำ
ได้ว่าข้อไหนถูกนี่ก็มากโขแล้ว
            รายวิชาสรีวิทยานี้ภาคบรรยายก็ยากพอแล้ว เรียนแลบนี่ยิ่งลำบาก โรงเรียนมีคู่มือแลบให้ มี
คำอธิบายลวก ๆ อ่านกี่รอบ ๆ ก็ไม่เข้าใจ เอาไปถามอาจารย์ที่คุมแลบที่มาลงเวลาเอาค่าคุมแลบเฉย ๆ
ก็ไม่อธิบายว่าทำอย่างไร เขาถือว่าเราผ่านเตรียมแพทย์กันมาแล้ว ในรุ่นมีเพื่อนที่จบเภสัชศาสตร์ 2 คน
เทคนิคการแพทย์ 2 คน พยาบาล 1 คน นอกนั้นจบชีววิทยา แย่สุดคือผมเองที่จบปริญญาตรีครูวิทยาศาสตร์
ทั่วไป แม้จะมีปริญญาโททางสถิติและวิจัยหน่อยก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพื่อนเขามีความรู้พื้นฐานเพราะจบกลุ่ม
วิทยาศาสตร์การแพทย์กันมาแล้ว รู้จัก Medical term กันมาแล้ว ส่วนผมนี่ดับสนิทครับ ต้องสวดมนต์เยอะ ๆ
อย่างเดียว ทำอย่างไรถึงจะไม่ตกซ้ำชั้นเหมือนอย่างรุ่นพี่บางคน เพราะมันคือ Yearly course สอบตกแล้ว
เรียนใหม่ทั้งปี นอนก็ไม่หลับ จะสอบ 08.00 น. อ่านจน 05.00 น. ไม่ได้หลับได้นอน จำอะไรไม่ได้ จะเอา
อะไรไปสอบ เพิ่งค้นพบสัจธรรมว่าทำไมนักเรียนแพทย์ถึงโดดตึกตาย
        4. Biochemistry อันนี้ยิ่งหนัก แค่เคมีทั่วไปก็ยังลำบาก แต่วิชานี้มันคือ Medical Biochemistry เป็น
วิชาที่เรียนกันถึงชีวโมเลกุลเลย มี Pathway ต่าง ๆ ให้ท่องไม่ลืมหูลืมตา ท้ายแต่ละเรื่องก็จะจบด้วย
หัวข้อ Clinical Correlations ว่า ถ้า Pathway นี่ทำงานบกพร่องจะเกิดโรคอะไรได้บ้าง  วิชานี้เรียนให้ตาย
ท่องท่องคำมันก็ยังไม่เข้าใจ สอบทีไรก็เกือบได้ทุกครั้ง โทรกลับบ้านถามสาวพยาบาลให้ถามแพทย์
อินเทิร์นบนวอร์ดให้หน่อยว่าเขาเรียนกันอย่างไร ได้คำตอบว่า ตอนเรียนก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน อึดอย่าง
เดียว เอาตัวรอดกลับมาให้ได้ เวรไหมล่ะ