Wednesday, January 16, 2008

Welcome To My Blog "Srichaj"


I have the best chance in my life to study medicine here, in the Philippines in my middle forties. I'm a freshie in my old of age. I've found myself that I'm happy to study medicine although it is a hard daily life to study in the class from 8.00 am. to 5.00 pm. and with individual studying until 3 am. of the early morning.

I've 11 classmates, 5 Thai and 6 Filipino. In first year we study about the normal human functions in Gross Anatomy, Neuro anatomy, Histology, Biochemistry, Physiology, Preventive Heal and Community Medicine, Medical Informatics, Medical Ethics and Psychiatry.

My best experience in this year is studying Gross Anatomy with the cadaver dissecting. I know all our organs and their functions. It make me to be ready to study in the second year about Pathology, Microbiology, Pharmacology and some clinic courses e.g. Medicine, Pediatric,ect.

ตอนที่เขียน Blog นี้ เรียนภาคเรียนที่ 2/2550 กำลังเรียนวิชา Medical Informetric เป็นเหมือนวิชาพักผ่อน
เพราะปี 1 เป็น Yearly Course ทั้งปีเรียนเหมือนกันทั้งภาคเรียนที่ 1 และภาษาเรียนที่ 2  เนื้อหาที่เรียนก็จะ
ประกอบด้วย
        1. Anatomy ซึ่งประกอบด้วย Gross Anatomy มีทั้ง Lecture และ Lab gross โดยแบ่งเป็น Parts ต่าง ๆ
ดังนี้ ภาคเรียนที่ 1 เรียน Upper limb, Lower limb and Head and Neck  ภาคเรียนที่ 2 เรียน Thorax,
Abdomen and Pelvic and Perineum  เป็นอันจบกายวิภาคของคนทั้งร่าง ไม่เข้าใจก็ต้องเข้าใจ จำไม่ได้
ก็ต้องจำได้เพราะต่อไปต้องนำไปใช้ในการเป็นแพทย์ และสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม

            การเรียนวิชากายวิภาคนี้ก็จะเรียนคู่กันไปกับสรีรวิทยา หลักสูตรแพทย์เขาออกแบบมาดีมาก ใน
ชั้นปีที่ 1 เราจะเรียนเกี่ยวกับคนปกติ เรียนรูัว่าโครงสร้างคนปกติประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วเรียนการทำงาน
ในคนปกติทำงานอย่างไรในวิชา สรีรวิทยา หากเข้าใจกายวิภาคอย่างถ่องแท้แล้ว ก็พร้อมจะเรียนวิชาอื่น

        2. Histology เป็นการศึกษาภายวิภาคระดับเซล ซึ่งเป็นเซลปกติของมนุษย์ การเรียนก็จะมีทั้งบรรยาย
การศึกษาโครงสร้างของเซลโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ แบบว่าต้องจำกันแบบสมองบวมเลยทีเดียว
        3. Physiology อันนี้ยาขมหม้อใหญ่โดยแท้ มันต้องเรียนด้วยความเข้าใจ มันเหมือนดูหนัง Sound
tract ที่ภาษาอังกฤษไม่กระดิกหู ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ สอบทีไรเป็นเกือบได้ทุกครั้ง ท้อแท้มาก ข้อสอบ
ก็ยากมาก เป็นประเภท Multiple response question ประเภท ก ข และ ค ถูก, ข เป็น เหตุผล ของ ก แค่จำ
ได้ว่าข้อไหนถูกนี่ก็มากโขแล้ว
            รายวิชาสรีวิทยานี้ภาคบรรยายก็ยากพอแล้ว เรียนแลบนี่ยิ่งลำบาก โรงเรียนมีคู่มือแลบให้ มี
คำอธิบายลวก ๆ อ่านกี่รอบ ๆ ก็ไม่เข้าใจ เอาไปถามอาจารย์ที่คุมแลบที่มาลงเวลาเอาค่าคุมแลบเฉย ๆ
ก็ไม่อธิบายว่าทำอย่างไร เขาถือว่าเราผ่านเตรียมแพทย์กันมาแล้ว ในรุ่นมีเพื่อนที่จบเภสัชศาสตร์ 2 คน
เทคนิคการแพทย์ 2 คน พยาบาล 1 คน นอกนั้นจบชีววิทยา แย่สุดคือผมเองที่จบปริญญาตรีครูวิทยาศาสตร์
ทั่วไป แม้จะมีปริญญาโททางสถิติและวิจัยหน่อยก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพื่อนเขามีความรู้พื้นฐานเพราะจบกลุ่ม
วิทยาศาสตร์การแพทย์กันมาแล้ว รู้จัก Medical term กันมาแล้ว ส่วนผมนี่ดับสนิทครับ ต้องสวดมนต์เยอะ ๆ
อย่างเดียว ทำอย่างไรถึงจะไม่ตกซ้ำชั้นเหมือนอย่างรุ่นพี่บางคน เพราะมันคือ Yearly course สอบตกแล้ว
เรียนใหม่ทั้งปี นอนก็ไม่หลับ จะสอบ 08.00 น. อ่านจน 05.00 น. ไม่ได้หลับได้นอน จำอะไรไม่ได้ จะเอา
อะไรไปสอบ เพิ่งค้นพบสัจธรรมว่าทำไมนักเรียนแพทย์ถึงโดดตึกตาย
        4. Biochemistry อันนี้ยิ่งหนัก แค่เคมีทั่วไปก็ยังลำบาก แต่วิชานี้มันคือ Medical Biochemistry เป็น
วิชาที่เรียนกันถึงชีวโมเลกุลเลย มี Pathway ต่าง ๆ ให้ท่องไม่ลืมหูลืมตา ท้ายแต่ละเรื่องก็จะจบด้วย
หัวข้อ Clinical Correlations ว่า ถ้า Pathway นี่ทำงานบกพร่องจะเกิดโรคอะไรได้บ้าง  วิชานี้เรียนให้ตาย
ท่องท่องคำมันก็ยังไม่เข้าใจ สอบทีไรก็เกือบได้ทุกครั้ง โทรกลับบ้านถามสาวพยาบาลให้ถามแพทย์
อินเทิร์นบนวอร์ดให้หน่อยว่าเขาเรียนกันอย่างไร ได้คำตอบว่า ตอนเรียนก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน อึดอย่าง
เดียว เอาตัวรอดกลับมาให้ได้ เวรไหมล่ะ

No comments: